(ภาพจาก http://timesync.gmu.edu)
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งบอกผมว่าเขาได้ผ่าน "ช่วงเวลาแห่งการรู้แจ้ง" ในชีวิตมาแล้ว เป็นความรู้แจ้งที่ธรรมดาสามัญที่สุดซึ่งมาพร้อมกับคำอธิบายเชย ๆ ว่าชีวิตก็เหมือน "การเล่นเกมส์" คือเราจำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองชนะอุปสรรค เรียนรู้ และพยายามก้าวหน้าต่อไปเท่าที่ตัวเองจะทำได้
"ต่างกันตรงที่เกมส์ค่อนข้างจะให้ความบันเทิงมากกว่า ผ่อนคลายมากกว่าเยอะ" เขาบอกผม ก่อนจะชี้ให้เห็นแง่มุมบางอย่างเพิ่มเติม "แต่คนทั่วไปเข้าไม่ค่อยสังเกตหรืออธิบายชีวิตว่าเป็นการเล่นเกมส์หรอก คนบางคนมีชีวิตปรกติ อยู่กับความเป็นจริงและไม่เพ้อฝันนัก เข้าโรงเรียน เข้ามหา'ลัย จบออกมาก็ทำงาน แต่งงาน มีลูก - - - คือชีวิตเป็นเรื่องธรรมดามาก"
และจากคำพูดของเขา ผมก็เอามาคิดต่อว่า "คนบางคน" มองเห็นกิจกรรมบางอย่างเป็ส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมอย่าง "การทำงาน" หรือนามธรรมสุดขั้วอย่าง "ความทุกข์ใจ" ต่าง ๆ คนพวกนี้แทบจะไม่มีปัญหาในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเต็มใจหรือรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พวกเขาก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกอย่าง
แต่กับคนอีกกลุ่มหนึ่งกลับไม่ใช่เช่นนั้น พวกเขาคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องยาก และพร้อมตลอดเวลาที่จะหลบหนีจากอุ้มมือของมันด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เท่าที่จะนึกออก บางคนกินเหล้า บางคนอ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต เล่นเกมส์ และบางคนเลือกที่จะอยู่เฉย ๆ - - - พวกเขาเลือกที่ทำสิ่ง "หลอกๆ" พวกนี้ให้กลายเป็น "ความจริง" สำหรับพวกเขา
มันต่างกันน่ะ คนพวกแรกใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อการผักผ่อน แต่พวกหลังกลับพยายามเปลื่อนแปลงให้มันกลายเป็นความจริง และเลิกสนใจความเป็นไปต่าง ๆ รอบตัว
อย่างน้องคนที่คุยกับผม เขาเป็นคนติดเกมส์มาก ใช้เวลามากกว่า 13-14 ชั่วโมงในการเล่นเกมส์ วัน ๆ แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย
"คือมันจริงสำหรับผมน่ะพี่ ผมมีเพื่อนในเกมส์ มีตัวตนในเกมส์ มีสังคมในเกมส์ ผมมีความสุขตรงจุดนั้น" เขาพูด "ผมแทบไม่สนใจเรื่องอื่นเลย แทบไม่เคยออกไปนอกบ้านด้วยซ้ำ"
แต่แล้วด้วยเหตุผลบางอย่าง ที่สุดเขาก็คิดได้
"มันไม่ง่ายนะพี่ แต่ผมก็พยายามคิดเสียว่าปัญหาต่าง ๆ มันก็เหมือนอุปสรรคในเกมส์ ผมต้องพยายามเอาชนะมันและก้าวผ่านไปให้ได้ เก็บเลเวลในเรื่องต่าง ๆ คิดเสียว่าผู้คนในโลกภายนอกก็เหมือนเพื่อน ๆ ในกิลด์ ต่างกันแค่ว่าหนนี้มันจริงมากกว่า ไม่เพ้อฝัน และไม่หลอกตัวเองไปวันๆ"
ผมฟังเขาพูด แต่ก็นึกภาพไม่ออกสักเท่าไรนักว่า "การหลอกตัวเองไปวันๆ" ของเขามันเป็นอย่างไร ได้แต่ชื่นชมว่าอย่างน้อยเขาก็สามารถก้าวผ่านจุดที่ยากลำบากที่สุดของการเป็นมนุษย์มาจนได้ นั่นคือการพยายามเอาตัวรอด การพึ่งพาตัว และการอยู่กับความเป็นจริง
เราหลบเข้าหาโลกความฝันและโลกแห่งจินตนาการได้ แต่ไม่ใช่อยู่กับมันตลอดเวลา
นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งบอกว่า
"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"
แต่ปราชญ์และศาสดาผู้ยิ่งใหญ่อีกคนบอกว่า
"จงมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา พยายามรู้เท่าทันความเป็นจริง รู้เท่าทันจิตใจของตัวเอง"
(ภาพจาก Palungjit.com)
จุดนี้แหละที่ทำให้ศาสนาพุทธยิ่งใหญ่ รู้ตัวเองก็เท่ากับรู้ความเป็นจริง ฝรั่งทำทุกอย่างเพื่อที่จะเข้าใจโลก พยายามที่จะเปลี่ยนโลกให้อยู่สุขสบายมากขึ้น ตัดไม้ทำลายป่า สร้างเขื่อน คิดเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง และเมื่อสังคมปัจจุบันซับซ้อนมากขึ้น ผู้คนบางส่วนก็พยายามหลบหนีโลก หลบหนีทุกข์ หลบหนีความเป็นจริงด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากก็สุขชั่วครั้งชั่วคราว
แต่ศาสนาพุทธ ถ้ามันทุกข์ก็ปล่อยให้ทุกข์ ถ้ามันสุขก็ปล่อยให้สุข พยายามเปลี่ยนที่ใจ ไม่ใช่เปลี่ยนที่สภาพแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องหลบหนี และไม่จำเป็นต้องพึ่งพากิจกรรมอื่นใดเพื่อช่วยทำให้ตัวเองมีความสุข
อย่างเด็กหนุ่มในเอ็นทรี่นี้ อย่างน้อยเขาก็พยายามที่จะหันหน้าเข้าสู้กับความเป็นจริง (ไม่ว่าความเป็นจริงสำหรับเขาจะเป็นอะไรก็ตาม) ไม่หลอกตัวเองด้วยความเพ้อฝันอีกต่อไป เขายังคงเก็บเลเวลอยู่ แต่ครั้งนี้สิ่งที่ย้อนกลับคืนมาหาเขา ไม่ใช่ไอเท็ม ไม่ใช่คะแนน ทว่าเป็นสิ่งที่ผมอยากเรียกว่า "ความจัดเจน" ในการปรับตัวเข้าหาสังคม เป็นการอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับปัจจุบัน
ซึ่งนี่แหละที่แจ๋วที่สุด
Takin' Me Down To Strawberry Fields