เก็บเลเวล

posted on 05 Apr 2010 10:23 by desireblystranger  in Generals

(ภาพจาก http://timesync.gmu.edu)

 

   มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งบอกผมว่าเขาได้ผ่าน "ช่วงเวลาแห่งการรู้แจ้ง" ในชีวิตมาแล้ว เป็นความรู้แจ้งที่ธรรมดาสามัญที่สุดซึ่งมาพร้อมกับคำอธิบายเชย ๆ ว่าชีวิตก็เหมือน "การเล่นเกมส์" คือเราจำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองชนะอุปสรรค เรียนรู้ และพยายามก้าวหน้าต่อไปเท่าที่ตัวเองจะทำได้

   "ต่างกันตรงที่เกมส์ค่อนข้างจะให้ความบันเทิงมากกว่า ผ่อนคลายมากกว่าเยอะ" เขาบอกผม ก่อนจะชี้ให้เห็นแง่มุมบางอย่างเพิ่มเติม "แต่คนทั่วไปเข้าไม่ค่อยสังเกตหรืออธิบายชีวิตว่าเป็นการเล่นเกมส์หรอก คนบางคนมีชีวิตปรกติ อยู่กับความเป็นจริงและไม่เพ้อฝันนัก เข้าโรงเรียน เข้ามหา'ลัย จบออกมาก็ทำงาน แต่งงาน มีลูก - - - คือชีวิตเป็นเรื่องธรรมดามาก"

   และจากคำพูดของเขา ผมก็เอามาคิดต่อว่า "คนบางคน" มองเห็นกิจกรรมบางอย่างเป็ส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมอย่าง "การทำงาน" หรือนามธรรมสุดขั้วอย่าง "ความทุกข์ใจ" ต่าง ๆ คนพวกนี้แทบจะไม่มีปัญหาในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเต็มใจหรือรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พวกเขาก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกอย่าง

   แต่กับคนอีกกลุ่มหนึ่งกลับไม่ใช่เช่นนั้น พวกเขาคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องยาก และพร้อมตลอดเวลาที่จะหลบหนีจากอุ้มมือของมันด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เท่าที่จะนึกออก บางคนกินเหล้า บางคนอ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต เล่นเกมส์ และบางคนเลือกที่จะอยู่เฉย ๆ - - - พวกเขาเลือกที่ทำสิ่ง "หลอกๆ" พวกนี้ให้กลายเป็น "ความจริง" สำหรับพวกเขา

    มันต่างกันน่ะ คนพวกแรกใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อการผักผ่อน แต่พวกหลังกลับพยายามเปลื่อนแปลงให้มันกลายเป็นความจริง และเลิกสนใจความเป็นไปต่าง ๆ รอบตัว

   อย่างน้องคนที่คุยกับผม เขาเป็นคนติดเกมส์มาก ใช้เวลามากกว่า 13-14 ชั่วโมงในการเล่นเกมส์ วัน ๆ แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย

   "คือมันจริงสำหรับผมน่ะพี่ ผมมีเพื่อนในเกมส์ มีตัวตนในเกมส์ มีสังคมในเกมส์ ผมมีความสุขตรงจุดนั้น" เขาพูด "ผมแทบไม่สนใจเรื่องอื่นเลย แทบไม่เคยออกไปนอกบ้านด้วยซ้ำ"

   แต่แล้วด้วยเหตุผลบางอย่าง ที่สุดเขาก็คิดได้

   "มันไม่ง่ายนะพี่ แต่ผมก็พยายามคิดเสียว่าปัญหาต่าง ๆ มันก็เหมือนอุปสรรคในเกมส์ ผมต้องพยายามเอาชนะมันและก้าวผ่านไปให้ได้ เก็บเลเวลในเรื่องต่าง ๆ คิดเสียว่าผู้คนในโลกภายนอกก็เหมือนเพื่อน ๆ ในกิลด์  ต่างกันแค่ว่าหนนี้มันจริงมากกว่า ไม่เพ้อฝัน และไม่หลอกตัวเองไปวันๆ"

   ผมฟังเขาพูด แต่ก็นึกภาพไม่ออกสักเท่าไรนักว่า "การหลอกตัวเองไปวันๆ" ของเขามันเป็นอย่างไร ได้แต่ชื่นชมว่าอย่างน้อยเขาก็สามารถก้าวผ่านจุดที่ยากลำบากที่สุดของการเป็นมนุษย์มาจนได้ นั่นคือการพยายามเอาตัวรอด การพึ่งพาตัว และการอยู่กับความเป็นจริง

   เราหลบเข้าหาโลกความฝันและโลกแห่งจินตนาการได้ แต่ไม่ใช่อยู่กับมันตลอดเวลา

   นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งบอกว่า

   "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"

 

  

    แต่ปราชญ์และศาสดาผู้ยิ่งใหญ่อีกคนบอกว่า

   "จงมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา พยายามรู้เท่าทันความเป็นจริง รู้เท่าทันจิตใจของตัวเอง"

 

(ภาพจาก Palungjit.com)

   จุดนี้แหละที่ทำให้ศาสนาพุทธยิ่งใหญ่ รู้ตัวเองก็เท่ากับรู้ความเป็นจริง ฝรั่งทำทุกอย่างเพื่อที่จะเข้าใจโลก พยายามที่จะเปลี่ยนโลกให้อยู่สุขสบายมากขึ้น ตัดไม้ทำลายป่า สร้างเขื่อน คิดเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง และเมื่อสังคมปัจจุบันซับซ้อนมากขึ้น ผู้คนบางส่วนก็พยายามหลบหนีโลก หลบหนีทุกข์ หลบหนีความเป็นจริงด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากก็สุขชั่วครั้งชั่วคราว

   แต่ศาสนาพุทธ ถ้ามันทุกข์ก็ปล่อยให้ทุกข์ ถ้ามันสุขก็ปล่อยให้สุข พยายามเปลี่ยนที่ใจ ไม่ใช่เปลี่ยนที่สภาพแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องหลบหนี และไม่จำเป็นต้องพึ่งพากิจกรรมอื่นใดเพื่อช่วยทำให้ตัวเองมีความสุข

   อย่างเด็กหนุ่มในเอ็นทรี่นี้ อย่างน้อยเขาก็พยายามที่จะหันหน้าเข้าสู้กับความเป็นจริง (ไม่ว่าความเป็นจริงสำหรับเขาจะเป็นอะไรก็ตาม) ไม่หลอกตัวเองด้วยความเพ้อฝันอีกต่อไป เขายังคงเก็บเลเวลอยู่ แต่ครั้งนี้สิ่งที่ย้อนกลับคืนมาหาเขา ไม่ใช่ไอเท็ม ไม่ใช่คะแนน ทว่าเป็นสิ่งที่ผมอยากเรียกว่า "ความจัดเจน" ในการปรับตัวเข้าหาสังคม เป็นการอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับปัจจุบัน

   ซึ่งนี่แหละที่แจ๋วที่สุด

    

  

ความฝันกับฉลามขาวยักษ์

posted on 22 Mar 2010 19:12 by desireblystranger  in Generals

   ใจจริงอยากพูดเรื่องการบ้านการเมืองบ้าง แต่บางครั้งการไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้มีแต่จะเปลืองตัว เพราะไม่ว่าผมจะเป็นคนนอกเพียงใด สุดท้ายก็ต้องถูกประนาม ถูกดูถูกว่าโง่บ้าง ขี้ขลาดบ้าง อะไรบ้าง จากกลุ่มคนทั้งสองฝ่าย ดังนั้นการเขียนถึงหนึ่งในความฝันของผมอาจมีประโยชน์มากกว่า

   ที่จริง เราอาจอธิบายคำว่า "ความฝัน" ได้สองแบบ คือ 1) ความฝันในแง่ของเป้าหมายในชีวิต และ 2) ความฝันในแง่การทำงานของจิตใต้สำนึกที่ปลดปล่อยความรู้สึกและเรื่องราวบางอย่างผ่านทางการฝัน ซึ่งก็น่าแปลกที่ "ฉลามขาว" เข้ามาเกี่ยวพันกับความหมายทั้งสองแบบได้อย่างกลมกลืน

   มีสัตว์อยู่เพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกขนลุกเวลานั่งดูมันผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ นั่นคือฉลามขาวกับจระเข้ แต่ทั้งสองชนิดมีเพียงฉลามขาวเท่านั้นที่ผมฝันถึง (ขณะนอนหลับ) อันที่จริงผมฝันถึงมันหรือเปล่าก็ไม่ค่อยจะแน่ใจนัก ซึ่งเป็นอาการปรกติธรรมดาที่บางครั้งเราเองก็จำไม่ได้ว่าเราฝันถึงเรื่องราวบางอย่างจริงหรือไม่ คือรายละเอียดเมื่อตอนที่ตื่นเต็มตาไม่ใคร่จะชัดเจนนัก

   แต่เอาเถอะ รายละเอียดที่ผมพอจะจำได้คร่าว ๆ คือผมกำลังนั่งอยู่บนเรือลำเล็ก ๆ ที่ดีดตัวขึ้นลงตามจังหวะคลื่นในมหาสมุทร รู้สึกจะมีนกนางนวลทะเล 3-4 ตัวบินโฉบไปมาอยู่เหนือผืนน้ำเบื้องหน้า แล้วจากนั้นภาพทั้งหมดก็ขาดหายไป ผมไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเกิดขึ้น ยังคงนั่งอยู่บนเรือ หรือผลัดล่วงลงน้ำแล้วก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ คือผมมองเห็นฉลามขาวตัวขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้า อ้าปากเห็นฟันที่มีลักษณะเป็นใบเลื่อยกำลังว่ายเข้ามาหา ... แล้วจากนั้นผมก็ตื่น

   นั่นเป็นความฝันที่ทั้งตลกและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน มันน่ากลัวจนหัวใจผมเต้นไม่เป็นส่ำ มนุษย์เราก็แปลก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ก็ไม่อาจจะจัดการความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามมาได้

   ทว่าสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น คือการได้ไปเห็นภาพฉลามขาวตัวเป็น ๆ ถือว่าคือหนึ่งใน "ความฝัน" ในฐานะเป้าหมายของชีวิต

   ผมเองมีความฝันแปลก ๆ หลายอย่าง เช่นอยากนั่งรถไฟสายทรานไซบีเรียสักครั้งหนึ่งก่อนตาย อยากเดินทางรอบโลก อยากไปผจญภัยในนอร์ธเทินร์ เทอริทอรี่ ในออสเตเรีย และอยากจะลงไปดำอยู่ในกรงเพื่อดูฉลามขาวนอกชายฝั่งแหลมกู๊ดโฮพ ของแอฟริกาใต้

   ลองนึกภาพดูซิว่ามันจะสุดยอดแค่ไหนถ้าได้เห็นสัตว์ซึ่งสามารถยาวได้ถึง 7 เมตรในระยะกระชั้นชิด และเคยสังเกตไหมว่าไม่รู้ว่าทำไมเรือนำเที่ยวพวกนี้ถึงชอบมีขนาดเล็กกันจัง เพื่อช่วยเพิ่มความตื่นเต้นหรืองัย?

   ความฝัน? - - - อย่างว่าบางครั้งมันก็เป็นได้เพียงแค่ความฝัน ผมได้แต่หวังว่าสักวันผมเองจะมีความกล้าพอที่จะเริ่มต้น แล้วจากนั้นชีวิตคงจะมีความหมายมากขึ้นกว่าที่เป็น

 

                         

 

ป.ล. มีเพียงไม่กี่คนในโลกที่กล้าลงไปว่ายกับฉลามขาว ผมเคยดูสารคดีและพบว่ามีนักวิจัยคนหนึ่งลงไปว่ายตัวเปล่าในน้ำทะเลที่มีฉลามขาวชุกชุมแบบตัวเปล่า แค่ดูขนหัวผมก็ลุกตั้งแล้ว คนเดียวจริง ๆ แต่ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะประสบการณ์ และเขาจะไม่ลงน้ำถ้าดูแล้วฉลามขาวจะมีลักษณะก้าวร้าว ตรงนี้เป็นเพราะคนบางกลุ่มเชื่อว่าฉลามขาวไม่น่ากลัว แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณที่ทำให้มันจู่โจมและมีลักษณะน่ากลัว ...

Facebook Addict

posted on 19 Mar 2010 18:39 by desireblystranger  in Generals

 

 

  

   ผมติดเฟสบุ๊คเข้าเสียแล้ว เหมือนโดนโรคติดต่ออะไรสักอย่างเข้าเล่นงานจนยากเกินจะเยียวยา ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยมีประสบการณ์ในอันที่จะต้องรับมือกับผลกระทบจากเว็บ Social Networking พวกนี้ กระนั้นก็ยังดูเหมือนว่าเฟสบุ๊คมีอำนาจอะไรบางอย่างที่แฝงอยู่ในความเรียบง่ายของมัน

   ผมบังเอิญไปเจอดิกชันนารีที่อธิบายคำว่า facebook addict ในเว็บ Urban Dictionary ซึ่งให้ความหมายแก่คำ ๆ นี้ไว้ 2 แบบ คือ

   1) คือบุคคลที่ใช้เวลาส่วนมากอยู่กับการหาเพื่อนในเฟสบุ๊คมากกว่าที่จะมีการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในชีวิตจริง

      2)  คือบุคคลที่ถูกครอบงำอยู่กับการตรวจดูกระดานข้อความ คอมเม้นต์ การพูดคุยสนทนากับผู้คน แสดงความชื่นชอบสถานะ (ของผู้อื่น) ตอบคำถาม เล่นเกมฟาร์มวิล โพสต์เนื้อเพลงต่าง ๆ หัวเราะไปกับมุขตลก อัพโหลดรูปของตนเองพร้อมกับสัญลักษณ์แก๊งค์ (ฝรั่งเป็นมากกว่า โดยเฉพาะพวกอเมริกันชนทั้งหลาย) แอดเพื่อนที่ไม่เคยพบกันมาก่อนแบบสะเปะสะปะ อ่านข้อมูลของคนอื่นอย่างซอกแซก หรือไม่ก็เล่นโป๊กเกอร์กับคนอื่น ๆ แทนที่จะทำงาน ทำงานบ้าน หรือใช้ชีวิตทางสังคมแบบอื่น ๆ

   หมายเหตุ แปลเท่าที่ความสามารถผมจะอำนวย

   ส่วนตัวผมเองไม่แน่ใจนักว่าคนอื่น ๆ เขาติดเฟสบุ๊คกันแบบไหน แต่สำหรับผม การมีปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าแบบสะเปะสะปะดูเหมือนจะไม่ใช่เป้าหมายหลัก

   ผมคิดว่าเฟสบุ๊คแตกต่างจากไฮไฟว์ตรงที่ค่อนข้างจะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า น้อยครั้งมากที่จะมีใครสักคนมาคอมเม้นต์บนกระดานข้อความทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน อย่างเช่น

   "หวัดดีครับ ชื่อไรเหรอ ยินดีที่ได้รู้จักนะ"

   ซึ่งพบได้ดาษดื่นในไฮไฟว์ กระนั้นในหน้าฉากอันเรียบง่ายของเฟสบุ๊คก็มีความซับซ้อนในการเรียกร้องความสนใจบางอย่างอยู่ ซึ่งก็ได้แก่พวกแอพพลิเคชั่น หรือเกมส์ต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้เราโพสต์มันเพื่อ "โชว์" บนกระดานข้อความได้ เหมือนเป็นการบอกให้รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราเข้าร่วมกลุ่มอะไรบ้าง หรือเล่นเกมส์อะไรบ้าง

 

images by uppicweb.com


     ตอนนี้ผมเองก็ชักจะเริ่มตั้งคำถามว่า "โทรทัศน์" จะถึงคราวดับสูญแล้วหรือเปล่า เพราะดูเหมือนคนรุ่นใหม่จะให้ความสำคัญกับมันน้อยมาก แม้แต่หนังสือพิมพ์ หรือหนังสือทั่วไปก็ดูเหมือนจะประสบชะตากรรมเดียวกัน เพราะปัจจุบันดูเหมือนอะไร ๆ เราก็จะพึ่งพาคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตไปเสียหมด อ่านข่าวออนไลน์เอย ดูหนังออนไลน์เอย ใช้ชีวิตออนไลน์เอย และแบบนี้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จะเปลี่ยนไปหรือเปล่า ผู้คนจะอยู่คนเดียวมากขึ้น ออกไปนอกบ้านน้อยลงหรือไม่? 

   คำถามทั้งหมดดูยากที่จะตอบ และผมเองก็ไม่มีอารมณ์ที่จะคิดต่อนัก แต่อย่างไรเสียการใช้ชีวิตนอกบ้านน่าจะมีเสน่ห์มากกว่า เราจะเข้าใจผู้คนได้อย่างไร ถ้าเราไม่ได้พูดคุย สบตา หรือสังเกตปฏิกิริยาท่าทางของเขา คุณจะรู้ได้งัยว่าประเทศอิตาลีมันสวย มันมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ถ้าคุณไม่เคยไปเยียมเยือนมันมาก่อน และคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าฉลามขาวมันน่ากลัว ถ้าคุณไม่ได้มีโอกาสไปอยู่ในกรงใต้น้ำและเฝ้าดูมันนอกชายฝั่งของแหลมกู๊ดโฮพ (หนึ่งในความฝันของผม)

   อย่างไรเสีย ผมเองก็พยายามกระตุ้นให้ตนเองออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านให้มากขึ้น และนั่นน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน